ขำขันจากในวัง.....
posted on 25 Jun 2009 18:49 by dukgadik in other
> >>ได้มาจาก เมลล์ น่ะ ยาวไปนิดแต่ลองอ่านกันดูนะ
> >>
> >>เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก
> >>เมื่อพระเทพทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ
> >>และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสด
> >>และถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด
> >>แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า
> >>"ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ"
> >>แม่ค้าตอบว่า "ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ 40 บาท และที่เสด็จไปเสด็จมา
> >>กิโลละ 80 บาทจ๊ะ"
> >>เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าราชบริพาลที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน
> >>+++
> >>
> >>ระยะแรกราวปี พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา
> >>คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ
> >>พระราชวังไกลกังวลนั้น
> >>จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน
> >>หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง
> >>ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ห้า
> >>โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงมาถึงแล้ว
> >>
> >>วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่าน
หมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน
> >>ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตบแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง
> >>และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์
> >>ต้องให้ในหลวงเสด็จฯ
> >>ก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้..วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้
> >>เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ..ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทาง
ไม่ลอดซุ้มดังกล่าว
> >>
> >>วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรง
เยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการ
> >>พร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตามและทรงมีพระดำรัสทักทายกับชาย
ผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า
> >>”วันนี้ฉันเป็นในหลวง..คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ.."
> >>+++
> >>
> >>อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน
> >>เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง
> >>ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่ว
และใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน
> >>เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้
> >>จึงมีคำกราบทูลว่า ”ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า
> >>บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวนพระพุทธเจ้าข้า.."
> >>มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ทรงตรัสถามว่า
> >>เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว..
> >>พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า "มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป
> >>ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย
> >>และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว"
> >>เรื่องนี้
> >>ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง
> >>+++
> >>
> >>มีเรื่องนึงเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว
> >>มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า
> >>อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จมา
> >>คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็น
> >>ก็บอกว่า “เฮ้ย จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง”
> >>ในหลวงทรงจับบันไดให้ เค้าก็บอกว่า “เออ ดีๆ
> >>เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง”
> >>(สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ผ่านโปร)
> >>พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อน
> >>จะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ
> >>ในหลวงทรงตรัสกับช่างว่า “แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้
> >>แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย"
> >>+++
> >>
> >>เมื่อครั้งท่านพระชนม์มายุ 72 พรรษา
> >>มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น
> >>เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาต
> >>นำพระบรมฉายาลักษณ์ของท่านมาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ
> >>ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า "ไปบอกเค้านะ
> >>เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์"
> >>+++
> >>
> >>เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง
> >>ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน
> >>เพราะเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า
> >>ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป
> >>และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้า
เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน
> >>หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่างๆ นานัปการ
> >>ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า
> >>ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้น
> >>จนบางคนถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูล
> >>จึงมีผิดพลาดเสมอ
> >>แม้จะซักซ้อมมาอย่างดีก็ตาม
> >>ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
> >>มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า
> >>”ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า
> >>พลตรีภูมิพลอดุลยเดช
> >>ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ"
> >>เมื่อคำกราบบังคมทูล
> >>ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า
> >>"เออ ดี เราชื่อเดียวกัน......"
> >>ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัยเพราะ
> >>ผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้
> >>+++
> >>
> >>เรื่องมีอยู่ว่า เหตุการณ์เมื่อปี 2513
> >>วันนั้นท่านทรงเสด็จไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหด พร้าว เชียงใหม่
> >>ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา
> >>ท่านก็ทรงเสด็จตามเขาเข้าไปบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง
> >>เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ
> >>แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้างจนมีคราบดำๆ จับ
> >>ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วง เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ
> >>จึงกระซิบทูลว่าควรจะทรงทำท่าเสวย
> >>แล้วส่งถ้วยมาพระราชทานผู้ติดตามจัดการเอง
> >>แต่ท่านก็ทรงดวดเอง กร้อบเดียวเกลี้ยง ตอนหลังทรงรับสั่งว่า
> >>"ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้นเชื้อโรคตายหมด" ซึ้งไหมหล่ะ
> >>+++
> >>
> >>เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งพ่อหลวงทรงเสด็จไปทีตลาดสด
> >>ทรงแวะไปเสวยก๋วยเตี๋ยว
> >>แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว เห็นก็สงสัย จึงทูลถามท่านว่า
> >>"ทำไมหน้าเหมือนในหลวงจัง?"
> >>ท่านไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มๆ
> >>ทรงจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยวแล้วตรัสชมว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย
> >>ส่วนแม่ค้ามารู้ที่หลังว่าเป็นท่านก็ได้แต่ปลื้ม
> >>+++
> >>
> >>มีอยู่ครั้งหนึ่ง
> >>ทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
> >>ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุย ทรงสูงมวนพระโอสถ
> >>แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้
> >>ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า
> >>"ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า"
> >>ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆ กับอธิการบดีว่า "เรายังไม่ตาย
> >>ถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก"
> >>**ขอพระองค์ทรงเกษมสำราญทุกเวลา***
> >>+++
> >>
> >>เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า
> >>ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร
> >>มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว
> >>ราษฎรผู้หนึ่งจึงกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า "ขอเดชะ
> >>ขอพระหนึ่งองค์"
> >>ในหลวงทรงตรัสว่า "ขอเดชะ พระหมดแล้ว"
> >>+++
> >>
> >>วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด
> >>ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย
> >>พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท
> >>ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาทแล้ว
ก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง
> >>แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง
> >>แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย
> >>แต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร
> >>แต่พวกข้าราชบริภารก็มองหน้ากันใหญ่
> >>กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัยหรือไม่
> >>แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิงชราคนนั้น
> >>ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว
> >>เพราะพระองค์ทรงตรัสว่า "เรียกว่ายายได้อย่างไร
> >>อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก"
> >>+++
> >>
> >>พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้าน
> >>และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มาเข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก
> >>ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า "แขนเจ็บไปโดนอะไรมา "
> >>ชายคนนั้นตอบว่า "ตกสะพาน" แล้วในหลวงทรงรับสั่งกลับไปอีกว่า "
> >>แล้วแขนอีกข้างหนึ่งละ "
> >>ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า "แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลงไปด้วย
> >>ตกข้างเดียว"
> >>ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล
> >>+++
> >>
> >>พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่ ทางภาคใต้
> >>คือจังหวัดนราธิวาส
> >>ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรดมีความเค็ม
> >>พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้าน ที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า
> >>"ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม"
> >>ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า " ไม่เคยชิมซักที "
> >>ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่ตามเสด็จว่า
> >>"ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ "
> >>+++
> >>
> >>ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว
> >>พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน
> >>มีหมอโรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา
> >>คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคผิวหนังแต่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางราชาศัพท์
> >>ก็กราบบังคมทูลว่า "เอ้อ - ทรง...
> >>อ้า-ทรงพระคันมานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ"
> >>พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า
> >>"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้ยังไง"
> >>แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ
> >>ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า - เอ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ-
> >>เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป
> >>+++
> >>
> >>พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรเผ่าลีซอ พอจะเสด็จกลับ
> >>ผู้เฒ่าคนหนึ่งยื่นถุงห่อข้าวให้ท่าน
> >>เกรงว่าท่านจะหิวขณะเดินทาง เป็นน้ำพริกตาแดง กับข้าวเหนียวหนึ่งห่อ
> >>พร้อมกับบอกในหลวงว่า
> >>"หมู่บ้านเฮามันไกล กว่าเฮาจะเดินเข้าเมืองได้ใช้เวลาหลายวัน
> >>กลัวว่าท่านจะหิวกลางทาง"
> >>+++
> >>
> >>เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ 7 โมงเช้า นางสนองพระโอษฐ์
> >>ของฟ้าหญิงองค์เล็ก
> >>ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย ขอพูดสายกับฟ้าหญิง
> >>ทางนางสนองพระโอฐก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย
> >>ก้อมีเสียงตอบกลับมาว่า คนที่แบงค์ นางสนองพระโอษฐ์ก้อ งง ...งง
> >>ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า
> >>แบงค์ก้อยังไม่เปิดนี่หว่า พอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า
> >>คนที่แบงค์น่ะ ที่แบงค์จริงๆ นะ ไม่เชื่อเปิดกระเป๋าตังค์
> >>แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ
> >>+++
> >>
> >>เรื่องนี้เกิดที่จุฬาฯ
> >>มีอยู่ปีนึงที่ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร
> >>อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข้องบางประการ
> >>ทำให้อ่านขาดตอน
> >>ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้
> >>ท่านเลยตรัสกับอธิการไปว่าเมื่อกี้นี้ (ชื่อ....) เค้ารับไปแล้ว
> >>
> >>และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ ไฟดับไปชั่วขณะ
> >>ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป
> >>พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว
> >>ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท
> >>ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทานอีกครั้งเพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก
> >>ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม
> >>
> >>ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนม์มายุยิ่งยืนนานเทอญ 
> >>ส่วนหนึ่งมาจากหนังสือเรื่อง ที่สุดในหัวใจนะคะ 
edit @ 25 Jun 2009 19:11:14 by DukGaDik


#1 By มุมเล็กๆ ของเราสองคน on 2009-06-25 19:18